ภาพครอบครัวแสนอบอุ่น”คุณพลอยไพลิน”กับสามีและ”คุณแม็กซิมัส-คุณลีโอนาร์โด”

พสกนิกรชื่นชมภาพความอบอุ่นของครอบครัวคุณพลอยไพลิน วีลเลอร์ นายเดวิด วีลเลอร์ สามี คุณจุลรัตน์ หรือคุณแม็กซิมัส บุตรชายคนโต และคุณภัททพงศ์ หรือคุณลีโอนาร์โด บุตรชายคนเล็ก%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99444%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%996666%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%9955511164659_707951312647567_6372120113264126218_n%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%992222%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99111%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%993333

ที่มา>>>ข่าวสด

ดราม่าจนได้! วิจารณ์กระหึ่มผู้กำกับประกาศไล่คนชู2นิ้วตอนถ่ายทำออกจากสนามหลวง

จากเหตุการณ์ประวัติศาสตพสกนิกรชาวไทยครึ่งล้านคนเดินทางไปที่ท้องสนามหลวง เพื่อมารวมพลังร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ร่วมกับวงดนตรีออร์เคสตรา น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และทีมงานเป็นผู้จัดทำภาพยนตร์บันทึกภาพประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

โดยมีการซ้อมร้องเพื่อเช็กเสียง แต่เมื่อซ้อมร้องเพื่อเช็กเสียงเสร็จ ทางผู้กำกับได้พูดออกไมค์กำชับประชาชนทุกคนว่า ให้ร้องเต็มที่ตั้งแต่รอบแรก และไม่ควรชูสองนิ้วเล่นกล้อง ใครเห็นก็ช่วยฝากเตือนด้วย แต่ถ้าใครไม่ฟังหรือไม่พร้อม ก็ขอให้เดินออกไปเลย%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7ปรากฏว่าเกิดกระแสดราม่าขึ้นในโลกออนไลน์ เพราะมีการแสดงความเห็นตำหนิติติงทีมงานที่ประกาศเช่นนั้น ไม่ควรต่อว่าคนที่มาด้วยน้ำเสียงก้าวร้าว เพราะประชาชาชนที่เดินทางมาร่วมร้องเพลงนั้นมากันด้วยจิตใจรักในหลวง ต้องการมาแสดงความอาลัยและความจงรักภักดี ที่สำคัญประชาชนทั้งหมดไม่ใช่นักแสดง ขณะเดียวกันก็มีอีกฝ่ายเห็นว่าไม่ควรชูสองนิ้ว เพราะไม่สำรวม%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-png%e0%b8%b2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%ab

ที่มา ทวิตเตอร์คุณ Arm Worawit

ที่มา>>>ข่าวสด

โครงการชั่งหัวมัน บ้านไร่ของในหลวง

“…คนที่ไปดูก็เห็นว่าเริ่มต้นไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้น ก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำเพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ฉะนั้น การที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำแล้วก็ทำให้ก้าวหน้า อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 21 สิงหาคม 2552

โครงการชั่งหัวมัน เป็นโครงการตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่ใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%993เกิดขึ้นจากความเอาพระทัยใส่ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อเกษตรกรในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ให้ประสบความสำเร็จและสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ประวัติที่มาของโครงการนี้ เริ่มตอนที่พระองค์ท่านประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล แล้วมีชาวบ้านนำมันเทศมาถวาย ช่วงนั้นพระองค์ต้องเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯเลยรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน จากนั้นก็เสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ

เวลาล่วงเป็นเดือน เมื่อเสด็จฯ กลับมาหัวหิน ทรงพบว่ามันเทศนั้นได้แตกใบ เลยตรัสว่า “มัน อยู่ที่ไหนก็ขึ้น” ดังนั้น จึงมีพระราชดำริให้จัดหาที่ดิน เพื่อทำโครงการด้านการเกษตร
%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a1ปี พ.ศ.2551 ทรงซื้อที่ดินจากราษฎรบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือจำนวน 120 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2552 ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมเนื้อที่ 250 ไร่ ที่บ้านหนองคอไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

โดยให้กองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง เข้าพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นโครงการทดลองด้านเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจนานาชนิด เป็นแนวทางให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่มีพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง เป็นดินลูกรัง และเป็นพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัส

เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. 2552 เป็นต้นมา และพระราชทานพันธุ์มันเทศ ซึ่งงอกออกมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งในห้องทรงงานที่วังไกลกังวล ให้นำมาปลูกไว้ในที่ดินแปลงนี้ พระราชทานชื่อโครงการว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ”

1 ส.ค. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดป้ายโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ด้วยพระองค์เอง ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรการดำเนินงานภายในโครงการ ก่อนเสด็จกลับวังไกลกังวล
%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมโครงการนี้ด้วยพระองค์เองเป็นระยะๆ มีพระตำหนักทรงงานที่ตั้งอยู่ภายในโครงการ เป็นบ้านไม้สองชั้นเรียบง่ายที่ใช้ทรงงานและพักผ่อนพระอิริยาบถเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมโครงการนี้ รวมถึงรถที่ทรงใช้ทรงงานก็จอดอยู่ภายในบริเวณพระตำหนักด้วย

ชั่งหัวมัน หมายถึง การชั่งน้ำหนักหัวมันเทศ

เป้าหมายของโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจ พืช พันธุ์ดีของ อ.ท่ายาง และของ จ.เพชรบุรี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกร และเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแปลงหรือมาช่วยงานพระองค์

เนื้อที่ภายในโครงการกว้างไกลตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ในพื้นที่แห่งนี้ สภาพเดิมโดยทั่วไปแห้งแล้ง เจ้าของเดิมปลูกต้นยูคาลิปตัสตัดไม้ขาย มีแปลงปลูกมะนาวเดิมอยู่ประมาณ 35 ไร่ แปลงอ้อยประมาณ 30 ไร่ การพัฒนาพื้นที่ส่วนที่เป็นแปลงยูคาลิปตัสทั้งหมด ปัจจุบันได้จัดสรรทำการเกษตรเป็นอย่างดี

พืชสวนครัวที่ปลูกได้แก่ มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริก กะเพรา โหระพา มะนาวแป้น ผักชี
%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%94ผลไม้ ได้แก่ สับปะรดปัตตาเวีย แก้วมังกร มะละกอแขกดำ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวแกง ชมพู่เพชรสายรุ้ง กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก

พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ อ้อยโรงงาน มันเทศญี่ปุ่น มันเทศออสเตรเลีย มันต่อเผือก มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวเหนียวพันธุ์ชิวแม่จัน ข้าวเจ้าพันธุ์ ข้าวหอม

ข้าวเจ้าพันธุ์ลีซอ ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว ยางนา ยางพารา ชมพู่เพชร

โดยทั้งหมดนี้จะเน้นไม่ให้มีการใช้สารเคมี หรือหากต้องใช้ก็ต้องมีในปริมาณที่น้อยที่สุด มีฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ และแปลงเกษตรที่จัดเป็นสวนสวยให้คนแวะมาเยี่ยมชม

นอกจากนี้ ได้สร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และบริษัท พระพายเทคโนโลยี จำกัด ร่วมกันออกแบบติดตั้ง กังหันลมและระบบจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 20 ชุด ขนาดกำลังผลิตรวม 50 กิโลวัตต์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากกองทัพบก และได้รับพระราชทานวัวนมจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดามาเลี้ยงไว้ที่นี่ โดยใช้พื้นที่ใต้กังหันลมเป็นพื้นที่ปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงวัว ด้านหน้ามีร้านโกลเด้นท์เพลส ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าทางการเกษตรแบบปลอดสารพิษรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโครงการ

ส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ให้ชาวบ้านเข้ามาศึกษาดูงาน นับเป็นโครงการส่วนพระองค์ที่แท้จริง รวมถึงเป็นพื้นที่ให้ศึกษาดูงานสำหรับประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา มาได้เป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ โดยมีรถพานำชมทั่วไร่พร้อมวิทยากรบรรยายตามแต่ละจุด เปิดให้ชมตั้งแต่ 08.30-18.00 น.

นอกจากนี้ยังมีบริการจักรยานรองรับผู้เข้าชมและห้องชม วีดิทัศน์ของโครงการ กิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริจัดเตรียมไว้สำหรับให้ความรู้ด้านการเกษตร โครงการฯได้ขอความร่วมมือเก็บค่าบริการเข้าชม สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ท่านละ 20 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในเครื่องแบบคนละ 10 บาท ส่วนพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นักบวช ผู้พิการ และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ได้รับการยกเว้นค่าบริการ

หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะควรติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-3247-2700-1
%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%992โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี สามารถเดินทางเข้าทาง อ.ท่ายาง ผ่านโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ไปทางเส้นทาง ต.ท่าไม้รวก ผ่านที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขากระปุก-เขาตอหม้อ ผ่านโรงเรียนบ้านทุ่งโป่ง ถึงโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ระยะทางประมาณ 47 กิโลเมตร

ข้อมูลจากโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี

ที่มา>>>ข่าวสด

“ทรงจับไหล่ผม ตรัสว่าได้นอนหรือยัง”รปภ.ศิริราชเผยสุดภูมิใจที่ได้ถวายรับใช้พ่อหลวง

 ผ่านไป 1 สัปดาห์ ที่บรรยากาศ ในโรงพยาบาลศิริราช โดยเฉพาะอาคารเฉลิมพระเกียรติ ไม่เหมือนเดิม จากที่เคยเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่มาร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แต่หลังการสวรรคตของพระองค์ท่าน ความเงียบงันได้ยึดกุมทุกพื้นที่ทั่วโรงพยาบาล โดยเฉพาะบุคคลที่เคยถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน ที่ยังอยู่ในอาการโศกเศร้าแม้เวลาจะผ่านมาหลายวันก็ตามs__104914951อุทัย ภาเจริญสุข พนักงานรักษาความปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บุคคลที่ได้ขับลิฟท์(กดลิฟท์รับ-ส่งขึ้นลง) ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนขึ้นลงอาคารเฉลิมพระเกียรติ เล่าว่า

เข้าทำงานเป็นรปภ.มา 18 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2541 และได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่านเมื่อปีพ.ศ.2545 จากการคัดเลือกรปภ. 200 คน เหลือเพียง 18 คน ถือเป็นความปลาบปลื้มที่สุดในชีวิตที่ได้ทำงานรับใช้พระองค์ท่าน ส่วนหน้าที่ที่ต้องถวายงานพระองค์นั้น คือ เมื่อพระองค์ท่าน หรือพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาที่อาคาร ตนจะเป็นคนขับลิฟท์ถวายส่งพระองค์ท่านไปยังชั้นที่จะเสด็จประทับs__104914954อุทัยเล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่จำไม่มีวันลืม คือ ตอนที่พระองค์ท่านจะเสด็จกลับ ทุกครั้งเมื่อลิฟท์ลงมาถึงชั้นล่าง พระองค์จะตรัสเสมอว่า “ขอบใจนะ” ตนทั้งตื่นเต้นและดีใจ จึงตอบกลับไปว่า “ด้วยเกล้าพระเจ้าคะ” ไม่รู้ว่าพูดคำราชาศัพท์ถูกหรือไม่

อีกเรื่องที่ตนซาบซึ้ง และไม่รู้จะตอบแทนพระองค์ท่านได้อย่างไร เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ตนขี่จักรยานมาทำงานแล้วถูกรถยนต์ชนจนบาดเจ็บสาหัส แขน ขา และสะโพกหัก ต้องรักษาตัวอยู่ 9 เดือน พอผู้รับใช้ของพระองค์ท่านทราบเรื่อง ได้รับตนเข้าเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ถือเป็นวาสนาของตนมากที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ แม้จะเป็นเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่พระองค์ท่านก็ทรงใส่ใจ และช่วยเหลือเมื่อยามยากลำบากs__104914956“เหตุการณ์ที่ผมภูมิใจมากที่สุดที่ชีวิตนี้จะไม่มีวันลืม เกิดขึ้นในคืนหนึ่งเวลาประมาณ 23.00 น. ผมได้ขับลิฟท์ถวายแก่พระองค์ท่าน ขณะอยู่ในลิฟท์ พระองค์ท่านนำพระหัตถ์มาจับไหล่ผม และตรัสว่า “ได้นอนหรือยัง” ผมตอบพระองค์ท่านไปว่า “ยังพระพุทธเจ้าคะ” ถือเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและฝันมาก่อนว่าจะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านขนาดนี้ อยากเก็บชุดตัวนั้นเอาไว้ไม่ซักอีกเลย” รปภ.ศิริราช เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

อุทัย เล่าต่อว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้ขับลิฟท์ถวายพระองค์ท่าน คือตอนเข็นพระบรมศพลงมาทางลิฟท์ตัวที่ 7 จากชั้น 16 ลงมาที่ชั้น บี 2 ตนใส่ชุดเครื่องแบบรปภ.เต็มยศพร้อมถุงมือ และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ จนเมื่อรถเข็นของพระองค์ท่านเสด็จออกจากลิฟท์ไปนั้น ตนก้มลงกราบ และกลับเข้าไปในลิฟท์ร้องไห้ออกมาทันที กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะจากที่เมื่อก่อนถวายงานทุกวัน

 จนวันนี้วันที่ท่านไม่อยู่แล้ว รู้สึกว้าเหว่ ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่าน โดยหลังจากนี้ตั้งใจจะเก็บถุงมือที่ถวายงานมาใส่กรอบไว้ให้ลูกหลานได้ดูต่อไป

“จากนี้ไปจะนำคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และจะเป็นคนดีของสังคม คนอื่นอาจมองอาชีพ รปภ. หรือ ยาม เป็นอาชีพสุดท้ายที่จะเลือกเป็นได้ ไม่มีใครชอบ แต่สำหรับตน มีความภูมิใจและถือเป็นเกียรติมากที่ได้ทำอาชีพนี้ และได้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่าน มันคุ้มและยิ่งใหญ่มากพอแล้ว” พี่อุทัยตั้งปณิธานในชีวิต

ขณะที่ วิโรจน์ วงศ์ละม้าย พนักงานรักษาความปลอดภัย อาคารเฉลิมพระเกียรตฺ ถือเป็นอีกคนที่มีโอกาสรับใช้พระองค์ท่าน เล่าว่า ตนถวายงานดูแลรักษาความปลอดภัยที่ชั้น จี ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ ครั้งแรกที่เห็นพระองค์ท่านตนน้ำตาไหลออกมาด้วยความปลื้มปิติ ตอนที่พระองค์ท่านยังแข็งแรง หากเสด็จลงมาจากชั้น 16 พระองค์ท่านจะแย้มพระสรวลตลอด ชีวิตนี้ตนตายหลับแล้ว เพราะได้รับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ทั้งยังถือเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลอีกด้วยs__104914952วิโรจน์ เล่าอีกว่า พระองค์ท่านทรงมีเมตตากับพวกตน และทุกคนที่ถวายงานท่าน ทั้งมหาดเล็ก ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ในวันสำคัญอย่างวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ของทุกปี ท่านก็จะประทานเค้กให้พวกตนได้กินกัน ทุกคนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างมาก” วิโรจน์ ย้อนเล่าถึงความปลาบปลื้มใจในชีวิต

วิโรจน์ ยังเล่าอีกว่า หลังจากพระองค์ท่านสวรรคต ตนใจหายและนอนไม่หลับ ถ้าเปลี่ยนให้คนแทนได้ก็จะทำ อยากให้พระองค์ท่านมีชิวิตอยู่ เพราะไม่มีพระราชา ที่ไหนที่จะทำเพื่อประชาชนเหมือนพระองค์ท่านอีกแล้ว ซึ่งหลังไม่มีพระองค์ท่านประทับอยู่ที่นี่ บรรยากาศที่นี่ก็เงียบเหงาไม่เหมือนเดิม แต่ยังมีประชาชนบางคนเดินมาที่ตึกแล้วร้องไห้ออกมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในตึกเดินมาทำงานยังตาแดงเสียใจกับการสวรรคตของพระองค์ท่าน ส่วนตนหลังจากนี้จะยึดแนวทางคำสอนของพระองค์ท่าน เรื่องการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหายให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่เต็มกำลัง และทำหน้าที่ตามที่ท่านสอนไว้

วันนี้แม้ไม่มี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชแล้ว แต่ภาพความประทับใจ และคำสอนของพระองค์ท่าน จะฝังอยู่ในทรงจำของบุคคลที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยถวายงานรับใช้พระราชาที่มีคนรักมากที่สุดในประเทศไทย

ที่มา>>>ข่าวสด

ดีไซน์เนอร์แบรนด์ดังแจกฟรีกระโปรงดำ-ให้ผู้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ vatanika โพสต์ข้อความทำกระโปรงทรงสอบสีดำแจกฟรีสำหรับผู้ที่จะเข้ากราบพระบรมศพได้ตั้งแต่ 27 ต.ค. ที่ร้าน vatanika ชั้น 1 สยามพารากอน

s__1401122

ที่มา>>>ข่าวสด

“ระวังนรกถามหา”..คนไทยรุมด่า “โรนัลโด้” โพสต์รูปเหยียบฐานเศียรพุทธรูป

กลายเป็นกระแสดราม่าในเมืองไทย เมื่อนักเตะระดับโลกอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” โพสต์ในอินสตาแกรม @Cristiano ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 79 ล้านคนทั่วโลก เป็นภาพยืนคู่กับเศียรพระพุทธรูปพร้อมกับเหยียบบริเวณขอบปูนด้านหน้า ด้วยแคปชั่นว่า “Bom dia” แปลว่า “สวัสดีตอนเช้า”%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b9%89111ปรากฏว่ามีคนไทยที่รับไม่ได้กับพฤติกรรมของนักเตะคนดังที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะลบหลู่พระพุทธศาสนา โดยมีคนเข้าไปแสดงความเห็นว่า “Fuck you!!!!! ระวังนรกถามหา” , “น่าเกียจ” หรือ “นรกกินขา…วางเท้าบนเศียรพระ” และ “คุณไม่ควรทำแบบนี้เพราะเป็นการทำร้ายความรู้สึกชาวพุธทั่วโลกโดยเฉพาะคนไทย!!!”

%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%9f

%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b9%891222

ที่มา>>>ข่าวสด

ประชาชนขึ้นรถบัสลอนดอน-รถรางที่วิ่งบริการ 9 จุดสู่ท้องสนามหลวง

วันที่ 19 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานคร โดยสำนักวัฒนธรรมฯ ได้จัดรถ shuttle bus เพื่อรับส่งประชาชนมาสู่บริเวณสนามหลวง 4 คัน ประกอบด้วย รถรางชั้นเดียว 2 คัน รถลอนดอนบัส 2 ชั้น 2 คัน สำหรับจุดรับ-ส่ง มี 9 จุด ดังนี้201610191818581-201103161418251.สวนสันติพร (กองสลากเดิม)
2.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(รร.สตรีวิทยา)
3.ผ่านฟ้า
4.ร้านสกายไฮ
5.ศาลหลักเมือง
6.สวนเจ้าเชษฐ์
7.สนามหลวง
8.อนุสาวรีย์ทหารอาสา
9.กองการท่องเที่ยว ใต้สะพานปิ่นเกล้า201610191820014-20110316141825201610191819005-20110316141825

ที่มา>>>ข่าวสด

ผบช.น.เผยตีเส้นเหลืองช่วยจราจรคล่องตัว ขอปชช.อย่าล้ำ แนะใช้บริการรถสาธารณะ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 19 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และดูความปลอดภัยประชาชนบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ที่จะเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า เป้าหมายสูงสุดคือความสะดวก ปลอดภัย ไม่เดือดร้อน โดยความสะดวกการจราจรต้องสะดวกคล่องตัว หรือต้องติดขัดไม่มากs__3866717ส่วนความปลอดภัยต้องปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและไม่เดือดร้อนนั้น คือมาตรการที่ทางบช.น.กำหนด ต้องไม่เป็นภาระ ยกตัวอย่างการปิดถนนจะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนโดยเด็ดขาด ต้องบริหารให้ได้ระหว่างการจราจรที่สะดวก และไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนมาเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพได้ แต่หากการเดินทางมายากลำบากก็ได้จัดโต๊ะเพื่อลงนามไว้อาลัยถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้แล้ว ทั้งหมด 88 สถานีตำรวจ 13 กองบังคับการ 1 กองบัญชาการคือบช.น. รวมถึงยังมีที่ทำการเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต จัดพื้นที่ทำให้พี่น้องประชาชนมีช่องทางอีกช่องทางหนึ่งs__102490118พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ห่วงใยคือยานพาหนะ ยกตัวอย่างหากพี่น้องประชาชนมา 20,000 คน เอารถยนต์มา 10,000 คัน เพียงแค่ครึ่งเดียว อาจจะทำให้บริเวณรอบสนามหลวงที่สามารถรับรถบริเวณโดยรอบได้ประมาณ 1,000 คัน เกิดการจราจรติดขัด เพราะฉะนั้นฝากไปยังพี่น้องประชาชน โดยประสานผ่านสื่อมวลชนแจ้งจุดจอดรถรับส่งสาธารณะไว้ และเส้นทางสัญจรอื่น ให้พี่น้องประชาชนรับทราบช่องทางในการเดินทางมายังบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวง

นอกจากนี้ หากต้องการสอบถามเส้นทางขอให้โทรมายังเบอร์ 1197 จะมีโอเปอร์เรเตอร์ประมาณ 20 คู่สาย คอยให้บริการตอบคำถามในการเดินทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ในหลวงในพระบรมโกศเสด็จสวรรคตด้วยพระบารมี คดีลักวิ่งชิงปล้นไม่มี ลวงกระเป๋ากรีดกระเป๋าไม่มี แต่ด้วยความไม่ประมาทก็ได้สั่งการกระจายกำลังจัดไว้บริเวณโดยรอบเพื่อดูแลความปลอด ส่วนกิจกรรมการร้องเพลงถวายบังคมในเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ต.ค.นี้ ได้ประสานให้รองผบก.จร. ดำเนินการดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรณีเส้นสีเหลืองที่มีการตีเส้นบริเวณโดยรอบเส้นทางที่ไปยังสนามหลวงนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า การตีเส้นสีเหลืองเป็นตัวแทนของแผงเหล็ก ที่แต่เดิมนำมาใช้ปิดกั้นไม่ให้พี่น้องประชาชนเดินผ่านไปมา แต่การดำเนินการดังกล่าวหากนำแผงเหล็ก กรวยยาง หรือแบริเออร์มาวางกั้น ทำให้ดูไม่เหมาะสม จึงใช้เส้นสีเหลืองดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร คู่ขนานบนถนนบริเวณโดยรอบเส้นทางการจราจรตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผ่านถนนราชดำเนินกลาง แยกผ่านพิภพลีลา ถนนราชดำเนินใน เลี้ยวขวาไปยังถนนหน้าพระลาน ตรงไปถนนสนามไชย ถึงแยกวงเวียนรด. เลี้ยวขวาไปยังบริเวณหน้าประตูวิเศษชัยศรี พระบรมมหาราชวัง และจะมีเส้นเหลืองต่อไปอีกถึงบริเวณถนนหน้าพระธาตุ โดยจะใช้ในช่วง 1 ปี

ทั้งนี้ หากมีการขอความร่วมมือก็จะให้พี่น้องประชาชนอยู่หลังเส้นเหลือง ช่วยทำให้ช่องทางเดินรถในเวลาปฏิบัติภารกิจพิเศษ ทำให้ยานพาหนะเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น เมื่อมีเหตุใช้ช่องทางฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ฝากไปยังประชาชนที่มีจิตอาสาบริการรับส่งของ หรือประชาชาชนขอให้ไปขึ้นทะเบียน เพื่อไม่ให้รุกล้ำบริเวณพื้นถนน ให้ไปขึ้นทะเบียนที่ประตูวิเศษไชยศรีหรือสน.ชนะสงคราม หรือสน.ใกล้เคียง โดยจะสั่งการเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

นัดรวมพลังร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทีมท่านมุ้ยเตรียมบันทึกเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกโซเชี่ยลมีการส่งต่อข้อความว่า “ขอเชิญ พสกนิกรชาวไทย รวมพลัง เพื่อ “พ่อหลวง“ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี” ให้ก้องโลก ถวาย “ในหลวง ร.9” เสาร์นี้ 22 ตค.59 โดย “ท่านมุ้ย” จะบันทึกเสียง ทำเพลงสรรเสริญฯ เพื่อนำไปฉายทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ด้วย

โดยสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ กองทัพบก ได้รับการประสานว่า ใน วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 13.00 น. ณ บริเวณ ถนน หน้าพระลาน กำเเพงพระบรมมหาราชวัง จะมีการปิดการจราจร เพื่อร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9

โดยมี วงออเคสร้าตร้า 100 ชิ้น จาก Siam Philharmonic Orchestra และคอรัส 100 คน และมี “อ.สมเถา สุจริตกุล” เป็นวาทยากร โดยจะมีการบันทึกเสียงเพลงที่ประชาชนร้องแบบ สดๆ ณ บริเวณท้องสนามหลวง บันทึกภาพ และ ถ่ายทำโดย ทีมท่านมุ้ย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล โดยวีดีโอนี้จะนำไปฉายทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และสถานีโทรทัศน์ต่างๆ งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทำด้วยใจของประชาชน ทีมงาน และผู้สนับสนุน

จึงขอเชิญพี่น้องคนไทยรวมพลังกันเปล่งเสียง เพื่อสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ผู้เป็นที่รักเเละเคารพสักการะของปวงชนชาวไทย โดยขอให้ เเต่งกายสีดำ สุภาพ รองเท้าสุภาพ พบกันวันเสาร์นี้ก่อน 13.00 น. ที่หน้าพระลาน พระบรมมหาราชวัง”

ที่มา>>>ข่าวสด

ล่าระทึก!! 2 เอเย่นต์ยาบ้า ซิ่งปิกอัพฝ่าวงล้อม ก่อนคว่ำตกร่องกลางถนน ถูกรวบได้ทั้งคู่

วันที่ 18 ต.ค. พ.ต.ท.จิราเจตย์ ชิตพลู รอง ผกก.สืบสวน สภ.มะขาม จ.จันทบุรี สืบทราบว่านายสุชาติ พูลทรัพย์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที 121 หมู่ 5 ต.วังตะเคียน อ.เขาสมิง จ.ตราด และนายกฤษณ์ กล่อมเจริญ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 /8 หมู่ 3 ต.ด่านชุมพล อ.บ่อไร่ จ.ตราด มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้วัยรุ่นในพื้นที่ จึงวางแผนล่อซื้อยาบ้าจากทั้ง 2 คน โดยนัดหมายส่งมอบกันที่บ้านท่าหลวงบน หมู่ 1 ต.ท่าหลวง อ.มะขาม จ.จันทบุรีdsc_0025เมื่อถึงเวลานัดหมายก็พบทั้ง 2 คนขับรถกระบะอีซูซุ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน บธ 2261 จันทบุรี มายังตามนัด แล้วส่งยาบ้าให้กับสายลับ เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มโปร่งอยู่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ทั้ง 2 คน เกิดไหวตัวทัน เร่งเครื่องยนต์แหกวงล้อมของตำรวจหลบหนีไปทางถนนทางหลวงสาย 317 จันทบุรี-สระแก้ว ขาออกเมือง เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไป กระทั่งถึงบริเวณหน้าบ้านพักนายอำเภอมะขาม รถกระบะของคนร้ายเกิดเสียหลักพลิกคว่ำลงร่องกลางถนน จนล้อชี้ฟ้า ส่วนทั้ง 2 คนได้พยายามคลานหนีออกจากรถแล้ววิ่งเข้าไปในป่าหนองตะพอง ภายในซอยหอมราษฎร์บูรณะ 3

เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังไล่ล่าและปิดล้อมตามเส้นทาง จนสามารถจับกุมตัวนายสุชาติ ซึ่งได้รับบาดเจ็บนอนหมดสติอยู่ในป่า ส่วนนายกฤษณ์ ถูกจับกุมได้บริเวณถนนสาย 317 บริเวณบ้านคลองทราย ต.มะขาม จึงควบคุมตัวนายสุชาติ ส่งโรงพยาบาล แล้วนำตัวนายกฤษณ์ มาสอบปากคำ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบภายในรถกระบะก็พบยาบ้า 20 เม็ด จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนผู้ต้อหาให้การรับสารภาพว่า รับยาบ้าจำนวน 40 เม็ด มาจากเอเยนต์คนหนึ่งไม่ทราบชื่อ ในราคาเม็ดละ 100 บาท นำมาขายให้กับลูกค้าเม็ดละ 150 บาท กระทั่งมาถูกจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด